วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ซ่อมปั๊มไฮดรอลิค





ระบบไฮดรอลิคได้รับแรงดันจากปั๊มไฮดรอลิค  เราแบ่งปั๊มออกเป็น 2  ประเภทดังนี้
  • ปั๊มแบบเกียร์
ปั๊มแบบเกียร์
  • ปั๊มแบบลูกสูบที่ปรับความจุได้ ( variable  - displacement pumps )
ปั๊มแบบลูกสูบที่ปรับความจุได้
    ปั๊มแบบเกียร์ มีลักษณะเป็นแบบเฟืองหมุนขบกัน  และขับดันน้ำมันไฮดรอลิคให้เกิดความดันที่สูงขึ้น  ข้อเสียก็คือ  แรงดันขึ้นอยู่กับความเร็วรอบของเครื่องยนต์  และวิธีเดียวที่จะได้แรงดันสูงสุด  คือ เร่งเครื่องยนต์ให้กำลังที่ได้มากสุด
ปั๊มแบบเกียร์
    ปั๊มแบบลูกสูบที่ปรับความจุได้  ประกอบขึ้นจากลูกสูบหลายอัน บรรจุอยู่ในทรงกระบอกขนาดใหญ่  ลักษณะคล้ายกับลูกโม่ของปืนพก   เครื่องยนต์ต่อกับทรงกระบอก และหมุนทรงกระบอก ทำให้กระบอกสูบยืดและหด  โดยปลายของกระบอกสูบทุกอันต่อกับแผ่นจาน (Swash plate)  เมื่อทรงกระบอกหมุน  แผ่นจานทำมุมเอียงจะหมุนตาม  และผลักให้กระบอกสูบชักเข้าและออก  ในรูปภาพเมื่อแผ่นจานดึงกระบอกสูบออก  มันจะเกิดสูญญากาศดูดน้ำมันออกจากถัง   และเมื่อกระบอกสูบถูกอัดเข้า  น้ำมันไฮดรอลิค  จะถูกอัดเข้าไปในระบบ
ปั๊มแบบลูกสูบที่ปรับความจุได้
       ปั๊มแบบลูกสูบที่ปรับความจุได้  สามารถปรับจำนวนน้ำมันที่อยู่ในปั๊มได้  โดยการเปลี่ยนมุมของจาน   ถ้าแผ่นจานวางอยู่ในแนวเดียวหรือขนานกับทรงกระบอก (มุมเป็นศูนย์)  จะไม่มีการปั๊มน้ำมันออก   และถ้าเอียงทำมุมน้อย  ความแตกต่างของน้ำมันในลูกสูบทางซ้ายกับขวามีน้อย  ก็จะปั๊มน้ำมันออกไปได้น้อย  ถ้าเอียงมาก สามารถปั๊มน้ำมันออกไปได้มาก
      มุมของแผ่นจานจึงใช้ควบคุมปริมาณของน้ำมันในระบบไฮดรอลิคได้  เมื่อเซนเซอร์วัดความดันที่อยู่ในกระบอกไฮดรอลิค  และต้องการปรับอัตราการไหลของน้ำมัน   มันจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปที่อุปกรณ์ควบคุมเพื่อปรับมุมของแผ่นจาน  ข้อดีของปั๊มมีดังนี้
  1. การเปลี่ยนมุมของจานให้ประสิทธิภาพดีกว่า    เมื่อระบบไฮดรอลิคต้องการน้ำมันน้อยลง  ปั๊มพวกนี้สามารถปรับเปลี่ยน และตอบสนองได้ทัน   ถ้าไม่มีการทำงาน ปั๊มสามารถหยุดการจ่ายน้ำมันได้ทันที
  2. เครื่องยนต์มีความเร็วรอบไม่คงที่   ถ้าความเร็วรอบมาก กำลังจะได้มาก  ถ้าความเร็วน้อย กำลังจะน้อย   การปรับมุมสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงความเร็วรอบของเครื่องยนต์ได้ดีกว่า
คลิกดูวีดีโอการทำงานของปั๊มไฮดรอลิค
     กำลังของแบ็กโฮได้จาก  อัตราการไหล คูณด้วยความดันของน้ำมันไฮดรอลิค   แรงดันมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาระที่กระบอกไฮดรอลิคต้องรับ   ถ้ายกของหนักต้องใช้แรงดันมากกว่า ยกของเบาเป็นต้น
ปั๊มไฮดรอลิค
      ถ้าปั๊มไม่สามารถเปลี่ยนความจุได้   อัตราการไหลของน้ำมันจะคงที่  ทุกๆความเร็วรอบของเครื่องยนต์   และเนื่องจาก  อัตราการไหลคูณกับความดันสูงสุดของน้ำมัน ไม่สามารถเกินกำลังของเครื่องยนต์ได้  ระบบไฮดรอลิคที่ใช้ปั๊มประเภทนี้ จึงต้องใส่วาวล์ป้องกันความดันสูงสุดไว้    เมื่อแรงดันเกินกว่าค่าหนึ่ง  วาวล์จะเปิดและปล่อยให้น้ำมันไหลย้อนกลับเข้าถังเก็บ  เป็นการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์
      ปั๊มที่สามารถเปลี่ยนค่าความจุได้   จะไม่มีปัญหานี้  ระบบมีตัวเซนเซอร์ตรวจวัดความดันของกระบอกไฮดรอลิค  ถ้าระบบไม่ต้องการความดันมาก  ปั๊มจะเพิ่มอัตราการไหล โดยปรับมุมของจานให้เอียงมากขึ้น  กระบอกสูบไฮดรอลิคเลื่อนได้เร็ว  แต่มีแรงกระทำน้อย   แต่ถ้าระบบต้องการแรงดันสูง  ปั๊มจะลดอัตราการไหล  คูณกับความดันสูงสุดไม่เกินจากกำลังของเครื่องยนต์

ที่มา: ฟิสิกส์ราชมงคล

ไฮดรอลิก (hydraulic)

มาทำความรู้จักความหมายของคำว่า "ไฮดรอลิก (hydraulic)" กันก่อนครับ คำว่าไฮดรอลิกส์ (hydrauluc)นั้น แต่เดิมมาจากรากศัพท์ในภาษากรีก คือ "Hydro" ซึ่งมีความหมายว่าน้ำ และ "aulis" นั้นหมายถึงท่อ แต่เดิมนั้น คำว่าไฮดรอลิก หมายถึงเฉพาะการไหลของน้ำในท่อเท่านั้น แต่ปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม ไฮดรอลิก หมายถึงการไหลของ ของเหลวทุกชนิด (ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำมัน) ที่ใช้ในระบบ เพื่อเป็นตัวสารตัวกลางในการส่งถ่ายกำลังงานในการเปลี่ยนแปลงกำลังงานของไหลให้เป็นกำลังงานกล
 

ไฮดรอลิก ประกอบด้วย 5 ส่วนประกอบหลัก (อย่างคร่าวๆ)
1. ถังพักน้ำมันไฮดรอลิกส์ (Hydraulic reservoir)
 
2. กรอง (filter)
3. ปั้มไฮดรอลิกส์ (Hydraulic pump)
4. วาล์วควบคุมทิศทางกระบอกไฮดรอลิกส์ (Directional control vlave)
5. กระบอกไฮดรอลิก (Hydraulic cylinder)

ระบบไฮดรอลิค

สามารถแบ่งเป็นกลุ่ม ได้ 3 กลุ่ม
กลุ่มที่1.
ประกอกอบด้วย 1) ถังพัก 2)กรอง 3) ปั้มน้ำมันไฮดรอลิกส์ ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้ในระบบไฮดรอลิกส์ ถือว่าเป็นชุดต้นกำลัง โดย ถังพักจะทำหน้าที่เก็บ และพักน้ำมันไว้สำหรับใช้กับระบบ(มีวัตถุประสงค์แฝงอย่างอื่นอีก เอาไว้ว่ากันตอนเกี่ยวกับการออกแบบถังพักครับ) ส่วนปั้มไฮดรอลิกจะทำหน้าที่ดูดน้ำมันและส่งจ่ายให้กับระบบในรูปของการไหล โดยรับกำลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า(Electrical motor) หรือเครื่องยนต์ (Engine)
น้ำมันที่ออกจากปั้ม มีทั้งปริมาณ และความเร็วในการไหลออกจากปั้ม หรือเรียบเรียงกันใหม่ว่า ปริมาณการไหลต่อเวลา หรือ อัตราการไหล (Flow-rate, ซึ่งมักใช้สัญลักษณะเป็นตัว "Q") ซึ่งอยู่ในรูปของ พลังงานในรูปการไหลของๆ เหลว

กลุ่มที่ 2. 

ชุดควบคุมการการไหลของน้ำ มันไฮดรอลิกส์ ซึ่งจะมีผลกับอุปกรณ์ให้งานในกลุ่มถัดไป อุปกรณ์ตัวนี้ จะเป็นตัวที่ 4) วาล์วควบคุมทิศทางการไหลของน้ำมัน (Directonal control alve) ซึ่งเป็นเพียงอุปกรณ์ส่วนหนึ่งที่ใช้ในส่วนควบคุมการกทำงานของระบบ

กลุ่มที่ 3 

เป็น กลุ่มของอุปกรณ์ให้งานเชิงกล ซึ่งจะทำหน้าที่เปลี่ยนกำลังงานที่มาจากการไหลของๆเหลวในที่นี้คือน้ำมัน เป็นพลังงานกล อุปกรณ์ในข้อที่ 5) คือกระบอกไฮดรอลิก นั่นเอง

ชนิดของเฟือง


ชนิดของเฟือง

เฟืองเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งกำลังในระยะสั้น เป็นอุปกรณ์ที่มีความแข็งแรงสูงและมีความปลอดภัย ชนิดของเฟืองมีดังนี้




เฟืองตรง (Spur Gears)
1. เฟืองตรง (Spur Gears)
เป็นเฟืองที่มีฟันขนานกับแกนหมุนและใช้ในการส่งกำลังการหมุนจากเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหนึ่ง

เฟืองสะพาน (Rack Gears)
2. เฟืองสะพาน (Rack Gears)
เป็นเฟืองตรงชนิดหนึ่ง มีลักษณ่ะรูปร่างยาวเป็นเส้นตรงเหมือนสะพาน ฟันเฟืองทำมุมกับลำตัว 90 องศา โดยประมาณ และต้องใช้คู่กับเฟืองตรง

เฟืองวงแหวน (Internal Gears)
3. เฟืองวงแหวน (Internal Gears)
เป็นเฟืองตรงชนิดหนึ่ง มีรูปร่างลักษณะกลมเช่นเดียวกับเฟืองตรง แต่ฟันเฟืองจะอยู่ด้านบนของวงกลม และต้องใช้คู่กับเฟืองตรงที่มีขนาดเล็กกว่าขบอยู่ภายในเฟืองวงแหวน

เฟืองเฉียง (Helical Gears)
4. เฟืองเฉียง (Helical Gears) 
เป็นเฟืองส่งกำลังที่มีฟันเฉียงทำมุมกับแกนหมุน มีลักษณะคล้ายเฟืองฟันตรง แต่มีเสียงที่เกิดจากการทำงานเบากว่าเฟืองฟันตรง นอกจากนั้นเฟืองเฉียงยังใช้ในการส่งกำลังให้กับเพลาที่ไม่ขนานกันได้อีกด้วย

เฟืองเฉียงก้างปลา (Herringbone Gears)
5. เฟืองเฉียงก้างปลา (Herringbone Gears)
เป็นเฟืองที่มีลักษณะคล้ายกับเฟืองตรงแต่ฟันของเฟืองจะเอียงสลับกันเป็นฟันปลา

เฟืองดอกจอก (Bevel Gears)
6. เฟืองดอกจอก (Bevel Gears)
เป็นเฟืองที่มีการตัดฟันเฟือง ใช้สำหรับส่งกำลังจากเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหนึ่งที่ตัดกัน มุมระหว่างเพลาทั้งสองเป็นมุมระหว่างเส้นศูนย์กลางร่วมที่ตัดกัน ของฟันเฟือง มุมระหว่างเพลาประมาณ 90° แต่ในหลาย ๆ การใช้งานของเฟืองชนิดนี้ อาจจะต้องการมุมระหว่างเพลาที่มีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่ามุม 90° ก็ได้

เฟืองตัวหนอน (Worm Gears)
7. เฟืองตัวหนอน (Worm Gears) 
ประกอบด้วยเกลียวตัวหนอน (Worm) และเฟืองตัวหนอน (Worm gear) ประกอบกันเป็นชุด ใช้ส่งกำลังที่แกนเพลาที่ฉากกัน

เฟืองเกลียวสกรู (Spiral Gears)
8. เฟืองเกลียวสกรู (Spiral Gears)
เป็นเฟืองเกลียวที่ใช้ส่งกำลังระหว่างเพลาที่ทำมุม 90 องศา

การชุบฮาร์ดโครม


คือ กระบวนการเคลือบเชิงไฟฟ้า (Electrolytic Deposition) ด้วยโครเมียม (Chromium) การชุบฮาร์ดโครมสามารถทำได้กับวัสดุเกือบทุกชนิด ยกเว้น อลูมิเนียม และขี้ตะกั่ว โลหะที่นิยมนำมาชุบส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กกล้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล็กกล้าชุบแข็ง



 HardCrome_Electrolytic
การชุบฮาร์ดโครมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้
          1. การชุบบาง เป็นการชุบเพื่อยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเครื่องจักรกล ที่มักใช้ในงานที่มีอัตราความเสี่ยงต่อการสึกกร่อนสูง หรืองานที่อยู่ในสภาพที่มีการกัดกร่อนทางเคมี
          2. การชุบหนา เป็นการชุบเพื่อซ่อมแซมชิ้นส่วนอะไหล่ที่ชำรุดเสียหาย ให้กลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังเดิม สามารถชุบหนาถึง 1.0มม.

 คุณลักษณะจำเพาะ เรียบลื่น เป็นมันเงา และไม่เป็นสนิม เหมาะสำหรับการชุบผิว แม่พิมพ์พลาสติก เพื่อสามารถแกะชิ้นงานออกได้ง่าย ความสวยงาม และเพิ่มความแข็งแกร่งของชิ้นงานให้มีความแข็งสูงถึง 58-62 H.R.C
คุณสมบัติของชิ้นงานหลังการชุบฮาร์ดโครม 
          - ทนความร้อน (Heat Resistance)
          - ค่าความแข็งสูง (High Hardness)
          - ต้านทานการสึกกร่อนได้ดี (Good Wear Resistance)
          - ต้านทานการกัดกร่อนจากสารเคมีได้ดี (Good Corrosion Resistance)
          - สัมประสิทธิ์การเสียดทานต่ำ (Low Coefficient of Friction)
          - ใช้อุณหภูมิในการซ่อมแซมต่ำ (Low Temperature Treatment)

ตัวอย่างชิ้นงานที่นำมาชุบฮาร์ดโครม เช่น กระบอกสูบไฮดรอลิก (Hydraulic cylinder) ด้ามลูกสูบ ใบพัด (Rotors) ลูกโม่ (Rollers) วงแหวนลูกสูบ (Piston ring) ผิวด้านนอกเบ้าหล่อ (Mold surfaces) แม่พิมพ์ตอกโลหะ (Dies) ตะปูควง (Screws) เข็มร้อยด้าย (Thread guides) และลำกล้องปืน (Gun bores) เป็นต้น

เลือกซื้อรถโฟล์คลิฟท์มือสองอย่างไร

เลือกซื้อรถโฟล์คลิฟท์มือสองอย่างไร
1.ดูสภาพโดยทั่วไปของรถ
2.ดูชั่วโมงการทำงาน แล้วคิดออกมา เป็นปี ที่ใช้รถมา
3.ดูระบบซีลต่างๆ ต้องไม่มีการรั่วซึม
4.ดูระบบของเหลว เช่น น้ำมันเบรค น้ำมันไฮโดรลิก น้ำกลั่น ฯลฯ
5.สภาพของยาง
6.เสายกต้องได้มาตรฐาน ไม่โยกคลอนขณะวิ่ง ไม่มีการดัดแปลงเสาเพื่อให้สามารถยกของได้สูงขึ้น
7.สอบถามเกี่ยวกับการรับประกัน
8.กรณีรถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าต้องถามเกี่ยวกับตู้ชาร์จว่าเป็นแบบชาร์จในตัวรถหรือภายนอกรถและสภาพ
ของแบ็ตเตอรี่เป็นอย่างไร วิ่งได้ต่อเนื่องกี่ชั่วโมง
การเลือกใช้รถ FORKLIFT ในสถานประกอบการ
ในสถานประกอบการหรือโรงงานต่างที่ผลิตสินค้าทั้งหลายจำเป็นที่จะต้องเคลื่อนย้ายสินค้าในโรงงานและ
จัดเก็บที่มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีเครื่องมือขนย้ายที่มีประสิทธิภาพเพื่อสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย
รถ FORKLIFT จึงเป็นเครื่องจักรกลสี่งแรกที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่บางหน่วยงานไม่ทราบว่าจะ
เลือกรถ FORKLIFT อย่างไรให้เหมาะกับสถานประกอบการหรือโรงงานดังนั้นทางผู้เขียนขอแนะนำการ
เลือกซื้อ รถ FORKLIFT มาใช้ในโรงงานอย่างง่ายๆดังนี้
รถ FORKLIFT แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามชนิดของเครื่องจักรกล
- ประเภทที่ใช้เครื่องยนต์เป็นเครื่องต้นกำลังมักนิยมใช้ในในโรงงานหรือคลังสินค้าที่เป็นระบบเปิดมีการ
ระบายอากาศที่ดี หรือขนย้ายภายนอกอาคารมีให้เลือกทั้งเป็นเครื่องยนต์ดีเซล เบนซิน และใช้ LPG
เป็นเชื้อเพลิง เพราะว่าสามารถรับงานหนักได้ดี มีความแข็งแรงสูง ประหยัดทั้งค่าเชื้อเพลิงและมีการบำรุง
รักษาง่าย ทนทาน ต่อพื้นทางวิ่งที่ขรุขระได้ดี
- ประเภทที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นเครื่องต้นกำลัง และใช้กำลังไฟจากแบตเตอรี่เหมาะสำหรับโรงงาน หรือ
อาคารที่เป็นระบบปิด ห้องติดแอร์ห้องเย็นแช่แข็งต่างๆ เพราะรถ FORKLIFT ไฟฟ้าไม่มีมลพิษทาง
อากาศในโรงงานผลิตอาหาร ที่ต้องการความสะอาดเป็นอันดับแรก ใช้วิ่งในพื้นที่แคบๆได้ดี ไม่มีเสียงดัง
รบกวนแต่ ก็มีข้อจำกัดเหมือนกันเช่น พื้นทางการวิ่งต้องราบเรียบไม่ขรุขระเพราะจะทำให้แบตเตอรี่ชำรุด
เสียหายหรือ อายุการใช้งานลดลง ซึ่งรถ FORKLIFT ไฟฟ้ามีให้เลือกหลายแบบ เช่น แบบนั่งขับ ยืนขับ
เหมาะกับการวิ่งในทางแคบๆ และแบบขับเคลื่อนขนย้ายในแนวระนาบเท่านั้น
มาตรฐานการเลือกใช้ให้ถูกต้องตามประเภทความอันตรายของแต่สถานประกอบการเช่น ในมาตรฐาน
NFPA 505 แบ่งไว้ 3 ระดับดังนี้
1 ประเภทรถ FORKLIFT เครื่องยนต์ดีเชล

• Tye = DD มีระบบป้องกันเพลิงไหม้ในมาตรฐานขั้นต่ำสุด

= DS มีระบบป้องกันที่ท่อไอเสีย ระบบเชื้อเพลิงและระบบไฟฟ้า

= DYไม่มีระบบไฟฟ้าระบบจุดระเบิดและมีการติดตั้งชุดจำกัดอุณหภูมิ

2 ประเภทรถ FORKLIFT เครื่องเบนซินและ LPG

= GLPมีระบบป้องกันเพลิงใหม้ในมาตรฐานต่ำสุดตามความจำเป็น

= GLPSมีระบบป้องกันเพลิงใหม้โดยเพิ่ม ระบบป้องกันที่ระบบไอเสีย ระบบเชื้อเพลิง ระบบไฟฟ้า

3 ประเภทรถ FORKLIFT ไฟฟ้า

• Tye = E มีระป้องกันเพลิงไหม้และไฟฟ้าดูดในขั้นมาตรฐานต่ำสุด

= ES เพิ่มระบบป้องกันการเกิดประกายไฟจากระบบไฟฟ้าและจำกัดอุณหภูมิที่พื้นผิวเครื่อง

= EE มอเตอร์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆจะมีการห่อหุ้มอย่างมิดชิด

= EX ออกแบบมาเพื่อใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีไอระเหยของสารไวไฟ

เมื่อทราบวิธีการเลือกแล้ว ถ้าจะซื้อหรือเช่ารถ FORKLIFT ก็จะได้ประสิทธิภาพที่ดี สะดวกในการใช้งานและก็ปลอดภัย ถ้ามีใช้อยู่แล้วก็สามารถตรวจสอบว่ารถ FORKLIFT ที่มีอยู่เหมาะกับสภาพการใช้งานของโรงงานมากน้อยเพียงใด